วิธีการเคลื่อนย้ายแป้นบาสเกตบอลอย่างปลอดภัย

  เมื่อคุณได้ติดตั้งแป้นบาสเกตบอลของ Spalding แล้ว พร้อมใช้งาน แต่ตอนนี้คุณกำลังสงสัยว่าจะเคลื่อนย้ายแป้นบาสไปยังตำแหน่งอื่นอย่างไร ไม่ว่าคุณจะเลื่อนตำแหน่งเพื่อปรับให้เหมาะกับการฝึกซ้อม หรือเก็บแป้นบาสไว้เพื่อหลีกเลี่ยงแดดหรือฝน การเคลื่อนย้ายแป้นบาสเกตบอลไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่ยากเย็นเสมอไป ในบทความนี้เราจะแนะนำขั้นตอนในการย้ายแป้นบาสที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

 

ก่อนที่จะเริ่ม: ตรวจสอบประเภทแป้นบาสเกตบอลของคุณ

ก่อนที่คุณจะเริ่มทำการย้ายแป้นบาสเกตบอล เช็คให้แน่ใจว่าแป้นบาสของคุณเป็นประเภทแป้นบาสเคลื่อนย้ายได้(Portable) แป้นบาสประเภทนี้จะมีล้อด้านล่างที่ช่วยให้คุณเคลื่อนย้ายแป้นบาสได้ง่ายดาย หรือ แป้นบาสขนาดเล็กน้ำหนักเบา แต่หากคุณมีแป้นบาสประเภทอื่น ๆ เช่น แป้นบาสฝังพื้น แป้นบาสติดผนัง หรือแป้นบาสที่ติดตั้งแบบถาวร จะไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย อาจจะต้องพึ่งพาช่างผู้เชี่ยวชาญ และผู้ช่วยหลายคนในการเคลื่อนย้ายเพื่อความปลอดภัย

1.เตรียมเครื่องมือและผู้ช่วย

การย้ายแป้นบาสเกตบอลจะง่ายขึ้น เมื่อคุณมีเครื่องมือที่ถูกต้องและมีผู้ช่วย

 

สิ่งที่คุณจำเป็นต้องมี:

-ไขควง,ประแจ
-เพื่อนหรือสมาชิกครอบครัวที่ช่วยเหลือตั้งแต่ 2-5 คน ขึ้นอยู่กับขนาด และ น้ำหนักของแป้นบาส
-ทางราบและกว้างเพียงพอสำหรับการย้าย

2.ถอดอุปกรณ์เสริมออก

  ถอดอุปกรณ์เสริมออกจากตัวแป้นบาสและเก็บไว้ในที่เฉพาะ หากแป้นบาสของคุณมีเบาะนวมกันกระแทกขนาดใหญ่หรือชุดอุปกรณ์อื่น ๆ ให้ถอดออกและสวมใส่หลังจากเคลื่อนย้ายเสร็จ

 

3.ลดความสูงหน้าแป้นลง


   แป้นบาสเกตบอลส่วนใหญ่ช่วยให้คุณสามารถปรับความสูงของหน้าแป้นได้ ลดความสูงของหน้าแป้นไปยังระดับต่ำสุด เพื่อทำให้ง่ายต่อการเคลื่อนที่และลดความเสี่ยงในการคว่ำ

 

4.ลดน้ำหนักตัวแป้นบาสลง


   หากคุณมีแป้นบาสที่มีการถ่วงน้ำหนักที่ฐานไม่ว่าจะเป็นฐานใส่น้ำ ใส่ทราย หรือ แผ่นปูนถ่วงน้ำหนัก ให้นำสิ่งที่ใช้ถ่วงออกก่อน หากเป็นแผ่นปูนถ่วงน้ำหนักให้ค่อยๆนำออกทีละแผ่นหรือก้อน และเหลือไว้เพียงส่วนหนึ่งหรือครึ่งหนึ่ง หากเป็นน้ำให้ปล่อยน้ำออก *หากฐานของคุณบรรจุด้วยทรายให้ข้ามขั้นตอนนี้เพราะยากต่อการนำทรายออกและเติม ในระหว่างที่นำเครื่องถ่วงน้ำหนักออกจำเป็นต้องมีผู้ช่วย1-3คน(ขึ้นอยู่กับขนาดแป้นบาส)เพื่อประคองหน้าแป้นไม่ให้คว่ำลงไป และถ่วงน้ำหนักที่ตัวฐานไว้

 

5.เอียงและเลื่อน

    ขอแรงจากเพื่อนหรือสมาชิกครอบครัวในการโน้มแป้นบาสของคุณให้เอียงจนเหลือเพียงล้อที่ติดพื้น ประคองตัวเสาให้มั่น เมื่อน้ำหนักย้ายไปยังล้อ จากนั้นจึงทำการเลื่อนแป้นบาสไปยังตำแหน่งใหม่ที่คุณต้องการได้

 

6.สวมอุปกรณ์


  หลังจากคุณย้ายแป้นไปยังตำแหน่งที่ต้องการเรียบร้อย ทำการปรับหน้าแป้นไปยังระดับที่ต้องการ และนำแป้นกลับมาสู่ตำแหน่งตั้งฉาก เติมน้ำ หรือใส่เครื่องถ่วงน้ำหนัก นำอุปกรณ์ที่ถอดออกสวมใส่กลับไปที่แป้นบาสของคุณ จากนั้นทำการยัดลูกบาสลงห่วง!

 

คลิปตัวอย่างการเคลื่อนย้ายแป้นบาส

 

 

ข้อแนะนำเพิ่มเติม
 

  หากคุณต้องการย้ายแป้นบาสในระยะทางไกล ให้พิจารณาในการแยกแป้นบาสเป็นชิ้นส่วนเพื่อให้การขนส่งง่ายขึ้น และปฏิบัติตามคำแนะนำในคู่มือของผู้ผลิตเพื่อการแยกส่วนและประกอบกลับคืน ต้องมั่นใจว่าพื้นหรือทางที่คุณจะเคลื่อนย้ายนั้นปลอดภัยขณะเคลื่อนย้ายแป้นบาส เพื่อป้องกันอุปสรรคหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น

 

สรุป

  คำแนะนำข้างต้นเป็นการย้ายแป้นบาสประเภท Portable โดยทั่วไป ที่มีลักษณะเล็กถึงขนาดกลางและมี2ล้อ แป้นบาสประเภท Portable บางรุ่นอาจจะมีการออกแบบเฉพาะตัวเพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนย้าย เช่น สามารถทำการยกหรือลากได้เลยโดยไม่ต้องโน้มตัวแป้นหรือนำเครื่องถ่วงน้ำหนักออก เป็นต้น ให้ศึกษาคู่มือและคำแนะนำให้ดี เพื่อปรับให้เหมาะกับเกมแข่งขันหรือฝึกซ้อมของคุณ แถมยังปลอดภัยต่อผู้ใช้และตัวแป้นบาสของคุณอีกด้วย

ตัวอย่างแป้นบาสที่เคลื่อนย้ายง่ายโดยไม่ต้องโน้มหน้าแป้น

Spalding The Beast Stealth 60″




Credit
ขอบคุณวิดีโอประกอบจาก HOOP IT (@hoop_it_thailand) | TikTok

การเช็คลมลูกบาส และการปรับลมลูกบาสให้เหมาะสม

   หากเพื่อนๆเป็นผู้ที่หลงไหลและเล่นกีฬาบาสเกตบอลเป็นชีวิตจิตใจ จะเห็นได้ว่าการเช็คลมลูกบาสเป็นบุคลิกของผู้เล่นที่เรามักจะสังเกตได้ในเกมการแข่งขันหรือการซ้อมของนักแข่งทั่วไป เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพและเกมการแข่งขันที่ดีที่สุด การตรวจสอบแรงดันอากาศของลูกบาสนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายแต่สำคัญมาก ซึ่งมีผลต่อความแม่นยำในการชู้ตทำแต้ม การควบคุม การเลี้ยงลูก และความรู้สึกโดยรวมของเกม ในบทความนี้จะแนะนำวิธีการตรวจสอบแรงดันอากาศของลูกบาสด้วยตนเอง ที่แอดมินเรียบเรียงมาเพื่อชาวคลั่งบาสโดยเฉพาะ เรามีวิธีตรวจเช็คลมลูกบาส2แบบ ทั้งแบบใช้เครื่องวัด และ แบบที่สามารถตรวจเช็คได้โดยไม่ใช้เครื่องมือตรวจวัดใดๆ


การเช็คด้วยอุปกรณ์เครื่องวัดแรงดัน
 
แนะนำสำหรับคนที่มีลูกบาสหลายลูก หรือ มีโรงยิม สนามสำหรับฝึกสอน-ฝึกซ้อม เครื่องวัดแรงดันหรือเครื่องสูบลมไฟฟ้าจะช่วยประหยัดแรงและเวลาในการสูบลม ทำให้ทราบค่าที่แม่นยำของแรงดันลมภายในลูกบาส

สิ่งที่ต้องมี:
-ลูกบาสเกตบอลของคุณ
-เครื่องสูบลมไฟฟ้า
-เครื่องวัดแรงดัน

 

ขั้นตอน:

-แรงดันที่แนะนำ: แรงดันอากาศที่แนะนำสำหรับบาสเกตบอลมาตรฐานอยู่ระหว่าง 7.5 ถึง 8.5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว(PSI) เซ็ตค่า(PSI)ให้อยู่ 7-8 ก่อนเติมลม ตรวจสอบค่า(PSI)ที่แนะนำจากผู้ผลิต มักจะระบุไว้บนลูกบาสหรือบรรจุภัณฑ์

 
1.เตรียมลูกบาสของคุณ: วางลูกบาสบนพื้นราบ วิธีนี้จะช่วยให้แม่นยำเมื่อตรวจสอบด้วยเครื่องวัดแรงดัน

 
2.ติดตั้งเข็มปั๊ม: ต่อเข็มปั๊มกับเครื่องสูบลมลูกบาส ให้แน่ใจว่าติดแน่นอยู่

 3.ตรวจสอบแรงดัน: เสียบเข็มปั๊มลงในรูสูบลมของลูกบาส ดันเข็มเบา ๆ เข้าไปลึกจนสุดเข็ม ซึ่งหมายถึงอากาศจะไม่รั่วออกเมื่อคุณปั๊มเครื่องสูบ

 
4.ทำการสูบลม: เริ่มสูบลมเข้าไปในลูกบาส ขณะที่คุณทำการสูบลมเข้าไป เครื่องวัดแรงดันหน้าจอจะแสดงแรงดันอากาศปัจจุบัน หยุดสูบลมเมื่อเครื่องสูบถึงแรงดันที่ตั้งไว้(8 PSI)

 
5.ถอดเข็มสูบลม: ถอดเข็มสูบลมออกจากรูเติมลมของลูกบาส หากลูกบาสของคุณมีจุกปิดรูลม ให้แน่ใจว่าคุณยัดจุกปิดให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันอากาศรั่วซึม


วิธีการคือ ชูลูกบาสขึ้นและปล่อยจากความสูง 180 cm ลูกบาสควรเด้งขึ้นประมาณ 120-140 cm

ทดสอบการเด้งและความรู้สึก เมื่อลูกบาสได้รับลมอย่างเหมาะสม ทำการเด้งบอลลงบนพื้นเพื่อดูการเด้งของบอล 

ลูกบาสควรมีการเด้งที่สม่ำเสมอและความรู้สึกที่มั่นคง ถ้าลูกบาสรู้สึกหนักหรือนิ่มเกินไป ให้ปรับลมเพิ่มและลดตามสมควร 

การตรวจสอบแรงดันอากาศของบอลเกตบอลอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณมั่นใจว่ามันทำงานที่ดีที่สุดและมีส่วนช่วยในการสร้างประสบการณ์การเล่นที่สนุกสนาน

 

2.การตรวจลมลูกบาสด้วยตัวเอง(ไม่ใช้เครื่องวัดแรงดัน)

 
ในการตรวจเช็คด้วยตัวเองโดยไม่มีอุปกรณ์เครื่องวัดใดๆ สิ่งที่สามารถใช้เพื่อตรวจเช็คได้คือตัวคุณเอง ที่ต้องใช้การสัมผัส การประมาณด้วยสายตาและความรู้สึกของคุณ จากข้างต้นแม้จะใช้อุปกรณ์ในการวัดแรงดันก็ยังต้องตรวจเช็คการเด้งด้วยตัวคุณเองเช่นกัน แม้จะไม่มีเครื่องวัดแต่ก็ถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก

อุปกรณ์ที่จำเป็น:

-ลูกบาสเกตบอลของคุณ

-เครื่องสูบลมพกพา(แบบปั๊ม)

-นิ้วมือของคุณ

 


ตรวจเช็คเบื้องต้น โดยการใช้นิ้วมือกด
  ใช้นิ้วมือบีบหรือกดลงที่ตัวลูกบาส หากบาสเกตบอลรู้สึกแข็งมากและไม่มีการยุบลงเลยเมื่อคุณกด อาจจะมีความดันอากาศมากเกินไป หากรู้สึกว่าลูกบาสนิ่มหรือกดแล้วยุบลงไปง่าย หมายถึงความดันอากาศต่ำกว่าที่แนะนำ ให้เพิ่มลมโดยใช้เครื่องสูบลมพกพาแบบปั๊มที่แถมมากับลูกบาส โดยเครื่องปั๊มลมจะมีเข็มที่ใช้สำหรับเสียบเติมลม และยังใช้เพื่อปล่อยลมได้อีกด้วย



ทดสอบการเด้งและความรู้สึก:
  เมื่อตรวจเช็คเบื้องต้นด้วยมือแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจ ให้ทำการเด้งลูกบาสลงบนพื้นเพื่อดูการเด้งของลูกบาส (วิธีนี้เป็นการวัดโดยประมาณจากสายตาเท่านั้น) 




วิธีการคือ
  ชูลูกบาสขึ้นและปล่อยจากความสูง 180 cm (บวกลบจากความสูงของตัวเองโดยประมาณก่อนจะปล่อยลูกบาสลงมา) ลูกบาสควรเด้งขึ้นประมาณ 120-140 cm หรือ ประมาณ2ส่วน3ของความสูงที่ปล่อย ทดสอบประมาณ3-5ครั้ง แต่ละครั้งลูกบาสควรมีส่วนสูงในการเด้งที่สม่ำเสมอ ถ้าลูกบาสรู้สึกหนักหรือนิ่มเกินไปไม่ได้ความสูงที่เหมาะสม ให้ปรับลมเพิ่มหรือลดตามสมควร




  ทั้ง2วิธีที่แอดมินได้แนะนำมานี้ให้เลือกใช้ตามสะดวก หากเพื่อนต้องการความแม่นยำในการวัดลมเป๊ะๆ ให้ใช้เครื่องวัดแรงดันให้ได้ 8 (PSI) หากต้องไปเล่นสนามสาธารณะและไม่อยากพกอุปกรณ์หนักๆเพิ่มเติม การเช็คด้วยตัวเองก็เป็นวิธีที่ดีเช่นกัน พกเพียงที่สูบลมแบบพกพา ที่ทางsporthouse thailand ของเราแถมฟรีกับลูกบาสทุกลูก เพียงพอให้ลูกบาสของเพื่อนๆพร้อมสำหรับเกมการแข่งขันอยู่เสมอ

Cr.ขอบคุณรูปภาพจาก www.wikihow.com

การปรับระดับแป้นบาส

เคยสงสัยไหมว่าแป้นบาสปรับระดับอย่างไร? เชื่อว่าเพื่อนๆที่เล่นบาสอยู่เป็นประจำต้องพบเจอแป้นบาสผ่านหูผ่านตามามากกว่า1แป้นแน่นอนไม่ว่าจะเป็น แป้นบาสโรงเรียน แป้นบาสโรงยิม หรือสนามบาสสาธารณะทั่วไป เมื่อเพื่อนๆต้องการใช้ฝึกซ้อมหรือใช้เล่นกับทีม เราจะปรับความสูงอย่างไรให้เหมาะกับการใช้งานของเรา เนื่องจากแป้นแต่ละตัวก็มีลักษณะการปรับความสูงที่ต่างกัน ในบทความนี้แอดมินจะแนะนำถึงวิธีสังเกตและใช้งาน ระบบปรับความสูงแป้นบาสให้กับเพื่อนๆได้ทราบ เราแบ่งรูปแบบการปรับความสูงไว้2ระบบหลักๆที่นิยมในตลาด ดังนี้

  • ระบบปรับความสูงตามระดับ

   ลักษณะอุปกรณ์ในการปรับมักจะเป็นแบบกดหรือบีบ แบบสลัก และแบบดึง โดยระบบนี้จะมีระดับความสูงที่กำหนดมาให้เลือกปรับได้ แต่ละระดับจะปรับเพิ่มลดได้ทีละ 4 หรือ 6 นิ้ว(10 หรือ 15 ซม.) ส่วนมากจะใช้ระบบนี้ในแป้นบาสขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เพราะการเพิ่ม-ลดแต่ละระดับต้องใช้การดึงเพื่อพยุงน้ำหนักหน้าแป้นบาสไปยังระดับที่ต้องการจึงไม่ถูกติดตั้งกับแป้นบาสขนาดใหญ่ จุดเด่นคือสามารถปรับได้ง่ายและรวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือวัดความสูง ลักษณะอุปกรณ์ในการปรับจะมี ดังนี้

 

1.ตัวปรับแบบกด หรือ บีบ  

เป็นระบบที่นิยมมากเนื่องจากใช้งานง่ายและสามารถปรับระดับได้อย่างรวดเร็ว

Spalding : Pro glide™ Lift system

 

.

.

2.ตัวปรับระดับแบบสลัก

ใช้ด้ามจับประคองหน้าแป้นและดึงสลักออก เมื่อเลื่อนหน้าแป้นถึงระดับที่ต้องการแล้วจึงเสียบสลักเข้าไปในช่องระดับที่กำหนด Spalding : Exactaheigh™ Lift system

.

 

3.ตัวปรับระดับแบบสลักเกลียว

 ใช้งานโดยการขันสลักเกลียวตามระดับที่ต้องการ ในการปรับแต่ละครั้งต้องยกหน้าแป้นออกก่อน ระบบนี้จึงมักจะอยู่ในแป้นขนาดเล็กขนาดไม่เกิน44นิ้ว   Spalding : Telescoping


.

  • ระบบปรับความสูงแบบหมุน

    ลักษณะมักจะเป็นด้ามจับ ก้านหมุน หรือพวงมาลัย การปรับระดับจะคล้ายกันโดยใช้การหมุน เป็นระบบที่สามารถปรับความสูงได้ตามความต้องการ สามารถปรับเพิ่ม-ลดทีละกี่นิ้วหรือกี่เซนก็ได้ ส่วนมากจะอยู่ในแป้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เพราะการหมุนสามารถปรับได้โดยไม่ต้องพยุงน้ำหนักหน้าแป้นเพื่อปรับระดับ จุดเด่นคือสามารถปรับความสูงได้อย่างละเอียด .

1.แบบมือหมุน

Spalding : Screw Jack Elevator system

.

. .

2.แบบก้านหมุน

Spalding : U-Turn™ Lift system


   ระบบปรับความสูงมีวิธีสังเกตง่ายๆหากเป็นแป้นบาสขนาดเล็กถึงขนาดกลางจะเป็นระบบปรับความสูงตามระดับ หากเป็นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่จะเป็นระบบปรับความสูงแบบหมุน แต่จะมีลักษณะแตกต่างกันบ้างตรงอุปกรณ์ในการปรับ ที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกในการใช้ปรับความสูงของแป้นบาสในแต่ละรุ่น   หากเพื่อนๆสนใจมาลองจับลองใช้งานด้วยตัวเองสามารถมาเยี่ยมชมแป้นบาสตัวจริงได้ ที่นี่ เราคือศูนย์โชว์แป้นบาสที่ใหญ่และเยอะที่สุดในประเทศไทย

วิธีการเลือกใช้ประเภทลูกบาสที่เหมาะสม

วิธีการเลือกใช้ประเภทลูกบาสที่เหมาะสม

  เราจะมาแนะนำการเลือกใช้ลูกบาสโดยดูจากวัสดุที่นำมาใช้ผลิตลูกบาส โดยแต่ละวัสดุจะมี คุณสมบัติ การใช้งานกับพื้นสนามแต่ละประเภท และราคาที่ต่างกัน โดยเราจะแบ่งเป็น 4 ประเภทดังนี้

1.ลูกบาสหนังแท้

  พื้นผิวของตัวหนังที่นำมาใช้ผลิตตัวลูกบาสจะมีความนุ่ม สามารถเล่นต่อเนื่องได้โดยที่ไม่เจ็บฝ่ามือ เนื้อปุ่มที่ผิวของลูกบาสจะมีความละเอียด จับกระชับมือ ช่วยให้ควบคุมหรือเลี้ยงลูกบาสได้ดี ในส่วนของเรื่องความทนทาน เนื่องจากเป็นวัสดุหนังแท้ จึงไม่ควรให้ลูกบาสเปียกน้ำเพราะจะทำให้ตัวหนังลดประสิทธิภาพลง เนื่องจากเป็นวัสดุหนังแท้และมีราคาค่อนข้างสูง เพื่อให้ใช้งานได้ยาวนานควรใส่ใจในการดูแลรักษาเป็นอย่างดี

2.ลูกบาสหนังPU

   มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับหนังแท้ ตรงที่พื้นผิวของตัวหนัง PU จะมีความนุ่มจับได้กระชับมือ ในลูกบาสหลายรุ่นมีการเพิ่มเติมสารเคลือบพิเศษ หรือใช้วัสดุหนัง PU เกรดพรีเมี่ยมเพื่อเสริมเรื่องผิวสัมผัสที่นุ่ม จับกระชับมือ และการควบคุมลูกบาสให้ดียิ่งขึ้น ในเรื่องความทนทานลูกบาสหนัง PU ถือว่าเป็นวัสดุที่ทนทานที่สุด เพราะมีความยืดหยุ่นสูง น้ำหนักเบา ทนต่อแรงกระแทกได้ดีไม่เสียรูปทรง ( ขึ้นอยู่กับประเภทคุณภาพของหนัง PU ที่นำมาใช้เป็นวัสดุด้วย ) เหมาะกับพื้นสนามทุกประเภท ด้วยคุณสมบัติของวัสดุและราคาจึงนิยมใช้ฝึกซ้อม ใช้เล่น และมีการนำไปใช้สำหรับการแข่งขันบางรายการอีกด้วย เช่น การแข่งขันสตรีทบาส3X3

3.ลูกบาสหนังPVC

  เป็นวัสดุที่มีส่วนผสมของพลาสติกเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้ผิวสัมผัสมีความแข็ง น้ำหนักเบา ความทนทานและความยืดหยุ่นน้อย ด้วยการที่มีส่วนผสมของพลาสติกที่มาก อาจทำให้เกิดการแตกหรือฉีกขาดได้ง่าย ข้อดีคือ น้ำหนักเบา จับกระชับมือ ใช้งานกับพื้นกลางแจ้งได้ ข้อเสียคือ ด้วยน้ำหนักที่เบาการควบคุมลูกบาสไม่ดี จึงไม่นิยมนำมาใช้ในการแข่ง ไม่เหมาะสำหรับใช้ในการฝึกชู๊ต เหมาะสำหรับการฝึกซ้อมเลี้ยงลูก และเล่นทั่วไปเท่านั้น

4.ลูกบาสยาง

    ลูกบาสยางเป็นลูกบาสที่นิยมใช้ในการฝึกซ้อมทักษะการเลี้ยงลูกและใช้เล่นทั่วไป แต่จะไม่ใช้ในการแข่งขัน ด้วยตัววัสดุที่ราคาไม่สูงทนทานกับพื้นได้หลากหลายสามารถเล่นได้ทั่วไป มักจะมีการผลิตลวดลายหรือสีสันสดใสเพื่อเข้าถึงทุกเพศทุกวัยได้ดี แต่จะไม่เหมาะกับผู้เล่นที่จริงจังหรือใช้สำหรับฝึกซ้อมเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขัน

เมื่อเราทราบถึงคุณสมบัติ ข้อดี ข้อเสีย และความทนทานของตัววัสดุแต่ละชนิดแล้ว เพียงเท่านี้ก็จะสามารถนำมาใช้เลือกลูกบาสให้เหมาะสมกับตัวผู้เล่น ประเภทของสนาม นำมาใช้ฝึกซ้อมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยไม่ให้ฟุ่มเฟือยเงินในกระเป๋า และยังถนอมตัวลูกบาสให้เราใช้งานได้ยาวนานมากขึ้นอีกด้วย

www.spaldingthailand.com

[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

ความเข้าใจเกี่ยวกับการดังค์(Dunk) และห่วงสปริงแป้นบาส

ความเข้าใจเกี่ยวกับการดังค์(Dunk)และห่วงสปริงแป้นบาส

หลายคนยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับสปริงห่วงของแป้นบาสอยู่ว่าหากห่วงสปริงยิ่งเยอะตัวห่วงยิ่งสามารถรับน้ำหนักได้เยอะ ซึ่งตรงนี้หลายคนยังเข้าใจที่ผิดอยู่

แอดมินจึงเขียนบทความนี้ เพื่อจะมาอธิบายให้เพื่อนๆ ทุกคนได้เข้าใจ และสามารถนำไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อแป้นบาสที่เหมาะกับสไตล์การเล่นของตัวเองได้ง่ายขึ้น

 ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดังค์ (Dunk) กันก่อน

การดังค์ (Dunk)

การดังค์ (Dunk) คือการที่ผู้เล่นนำลูกบาสยัดใส่ห่วงโดยตรงเพื่อทำคะแนน ลักษณะจะเป็นการกระโดดและนำลูกบาสในมือยัดลงไปในห่วง หลังจากนั้นมือของผู้เล่นจะสัมผัส หรือเกาะกับขอบห่วงโดยตรงเพื่อลดแรงเหวี่ยงที่ตัวของผู้เล่นจะพุ่งไปข้างหน้า เมื่อมั่นใจว่าจะลงสู่พื้นอย่างปลอดภัยให้ปล่อยมือ โดยทั่วไปเมื่อกระโดดดังค์แล้วก็จะปล่อยมือลงสู่พื้นแทบจะทันที ตามภาพ

 

 

***แม้ตัวแป้นบาสจะระบุว่าสามารถทำการดังค์ (Dunk) ได้ แต่ไม่แนะนำให้ผู้เล่นห้อยโหนห่วงค้างไว้เพราะจะเกิดอันตรายต่อผู้เล่นและตัวแป้นบาสได้

แป้นบาสแบบใดที่สามารถทำการดังค์ (Dunk) ได้ ?

   โดยทั่วไปแป้นบาสมาตรฐานขนาดใหญ่ทุกรูปแบบสามารถทำการดังค์ได้(ยกเว้นแป้นบาสขนาดเล็กประเภทติดกำแพง)แต่ก็มีความแตกต่างของตัวห่วงสปริงซึ่งก็ให้คุณสมบัติและความรู้สึกของการดังค์แตกต่างกัน

รูปแบบห่วงสปริงมีด้วยกัน 3 แบบ

1.ห่วงแบบสปริงเดี่ยว

คุณสมบัติมีความยืดหยุ่นมากกว่าแบบ 2 และ 3 สปริง ให้ความรู้สึกดีดเด้งเมื่อทำการดังค์(Dunk) เหมาะกับ การเล่นทั่วไป และฝึกซ้อม

ตัวอย่าง ห่วงแป้นบาสสปริงเดี่ยว

 

2.ห่วงแป้นบาสแบบสปริงคู่

คุณสมบัติมีความยืดหยุ่นแต่น้อยกว่าสปริงเดี่ยว ให้ความรู้สึกดีดเด้งแต่ไม่มาก และรับน้ำหนักจากแรงกระแทกจากการดังค์(Dunk)ได้มากขึ้น 

ตัวอย่าง ห่วงแป้นบาสสปริงคู่

 

3.ห่วงแป้นบาสแบบ 3 สปริง

คุณสมบัติมีความยืดหยุ่นน้อย จึงให้ความรู้สึกมั่นคงแข็งแรงเมื่อทำการดังค์ (Dunk) เพราะรับแรงกระแทกได้มากและไม่แกว่ง มักจะใช้ติดตั้งในแป้นบาสขนาดใหญ่

 ตัวอย่าง ห่วงแป้นบาสแบบ3สปริง

 

สรุป

จำนวนสปริงที่มาก ไม่ใด้เป็นการบ่งบอกถึงการรับน้ำหนักที่มากขึ้น เพียงแต่ให้ความรู้สึกที่ต่างกันเมื่อทำการดังค์ (Dunk) สปริงที่มากขึ้นจะทำให้ตัวห่วงแข็งขึ้น เมื่อทำการดังค์ (Dunk) เท่านั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เล่น แม้จะเป็นห่วงแป้นบาสแบบ 3 สปริง ก็ไม่แนะนำให้ห้อยโหนห่วงค้างไว้เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้เล่น และตัวแป้นบาสเสียหายได้

การเลือกขนาดลูกบาสให้เหมาะสมกับผู้เล่น Basketball Size

ขนาดของลูกบาส Basketball Size

การเลือกไซส์หรือขนาดลูกบาส Basketball size นั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากจะฝึกฝนหรือเล่นให้ได้ประสิทธิภาพนั้นควรคำนึงถึงลักษณะทางกายภาพของผู้เล่นด้วยเช่นกัน ซึ่งเราสามารถจัดความเหมาะสมได้ตามช่วงอายุและเพศได้ดังนี้

ลูกบาส Size 3

Basketball Size 3  เป็นขนาดลูกบาสที่เหมาะกับเด็กเล็กหรือเด็กอายุประมาณ 5 ขวบ

ลูกบาส Size 5

Basketball Size 5 เป็นขนาดลูกบาสที่เหมาะกับเด็กวัยประถมหรือเด็กอายุประมาณ 10 ขวบ

ลูกบาส Size 6

Basketball Size 6 เป็นขนาดลูกบาสสำหรับเด็กโตไปจนถึงผู้ใหญ่ รวมถึงยังเป็นขนาดลูกบาสสำหรับผู้หญิงและยังเป็นขนาดที่ใช้แข่งขันบาสเกตบอลประเภทสตรีทอีกด้วย

ลูกบาส Size 7

Basketball Size 7 เป็นขนาดมาตรฐานที่ใช้ในการแข่งขันบาสเกตบอล

 

ขนาดลูกบาส Basketball Size

ลูกบาส Archives – Sporthouse Thailand

อย่างไรก็ตามเกณฑ์ในการเลือกลูกบาสข้างต้นอิงจากลักษณะทางกายภาพของมนุษย์โดยทั่วไปตามอายุวัยเท่านั้น สามารถเลือกเปลี่ยนไซส์และลักษณะการใช้ได้ตามความเหมาะสม